บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด

เรียนวิชาธรรมกายที่ไหนอย่างไร????


เรียนวิชาธรรมกายที่ไหนอย่างไร????

ขอประกาศตัวไปก่อนว่า.........

หลวงพ่อวัดปากน้ำไปตามให้ผมมาเกิดเป็นมนุษย์ ตอนนั้น ผมกำลังเกิดเป็น "พญาศรีสัตตนาคราช"  ศรีสุทโธ นี่เป็นเพื่อนกันเอง  ใครสงสัยก็ไปถามศรีสุทโธเอาเอง ว่าจริงหรือไม่?

แถมขอหวยมาด้วยก็ได้ เพราะ ศรีสุทโธชอบให้หวย เพื่อช่วยคน

ขอบอกก่อนว่า... ก่อนที่จะไปเกิดเป็นพญานาค ผมเกิดเป็นจักรพรรดิ เป็นคนมาก่อนแล้ว   การไปเกิดเป็นพญานาค น่าจะเป็น "กฎข้อบังคับ" อย่างนั้น

ผมเรียนวิชาธรรมกายจาก ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม (วัดพระธรรมกาย), วัดปากน้ำ, วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม, คุณลุงการุณย์ บุญมานุช

ผมบวชพระครั้งที่ ๓ ที่วัดอัมพวัน ดังนั้น ผมก็ได้เรียนวิชาพองหนอยุบหนอในระดับพื้นฐานมาบ้าง และเรียนสายปฏิบัติธรรมหลักๆ มาเกือบทั้งหมด

แต่ผมก็ยึด #วิชาธรรมกาย เป็นหลัก.....

เมื่อไปเรียนกับคุณลุงก็ได้สอบเป็น "วิปัสสนาจารย์" สอนวิชาธรรมกายมาประมาณ ๒๐ ปี 

ปัจจุบันสอนวิชาธรรมกายตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงวิชชาธรรมกายชั้นสูงทุกวัน

ผมและคณะ "รับคำสั่ง" มาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระพุทธเจ้า และคุณลุงการุณย์ บุญมานุช เพื่อทำงานทุกวัน 

ทูลถาม, ถามคำถาม, รับงานมาทำทุกวัน 

กลับมาเข้าประเด็น........... 

ผมเห็นมีคนไปสอนวิชาธรรมกาย มากมายหลายคณะ แต่บุคคลเหล่านั้น  "เป็นมารมนุษย์" กันเป็นส่วนใหญ่ 

#วิชชาธรรมกาย เป็นวิชาที่ประกาศดับมาร ผมก็ทำวิชาดับอยู่ทุกวัน  ดังนั้น  "มาร" จึงทั้งเกลียดและกลัววิชชาธรรมกาย  และพยายามที่่ "สู้" วิชชาธรรมกาย

วิธีการอย่างหนึ่งก็คือ....  ส่งมารกายมนุษย์ไปสอนวิชาธรรมกายเลย เพื่อชักจูงคนให้ไปผิดทาง

ดังนั้น..... ใครต้องการเรียน #วิชาธรรมกาย  โปรดตรวจสอบให้ดีว่า...  ท่านที่เรียนถูกสถาบัน ถูกกลุ่มคนหรือเปล่า

หลักเกณฑ์ในการพิจารณา...

[1].. ผู้สอนเป็นศิษย์มาจากสาขาไหน 

[2].. ผู้สอนได้รับคำสั่งมาให้ "สอน" หรือไม่   วิชาธรรมกายไม่ใช่นึกอยากจะสอนก็สอน  หลวงพ่อวัดปากน้ำต้องสั่งให้สอน 

[3].. เขาสอนได้ถึงระดับไหน ตำรามีครบถ้วนหรือไม่  และสำคัญที่สุด  เขา "รู้" และ "เข้าใจ" ตำราในระดับไหน อย่างไร

[4].. เขานับถือวิชาธรรมกายอย่างเดียว อย่างผมและคณะ หรือนับถือมั่วไปหมด  

ฯลฯ

[5].. สงสัยมากๆ ก็ส่งภาพมาให้ผมและคณะตรวจสอบ

เท่าที่เคยตรวจสอบมา "เป็นมารมนุษย์"  กายดำสนิท

คำถาม......... ถ้าไปเรียน #วิชาธรรมกาย  กับมารมนุษย์ ผลจะเป็นอย่างไร

คำตอบ...... คุณก็จะถูกพลิกธาตุพลิกธรรมเป็นมาร   ความทุกข์เดือดร้อนก็จะเกิดขึ้น ไปทุกภพ ทุกชาติ แบบไม่ต้องมานับ มาคำนวณกัน

-------------------------

เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)

www.manaskomoltha.net

Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/

Line ID : manas4299

Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/

โทรศัพท์ : 083-4616989

โลกุตรธรรม ๙ ของวิชาธรรมกาย


โลกุตรธรรม ๙ ของวิชาธรรมกาย 

โลกุตรธรรม ๙ เป็นเรื่องสำคัญมากของศาสนาพุทธ แต่เป็นที่น่าแปลกใจมากๆ ก็คือ ไม่มีใครที่จะอธิบายให้เข้าใจแบบ "รู้แจ้ง เห็นจริง" ได้เลย 

*-*-*-*

มรรค ๔ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตมรรค

ผล ๔ ได้แก่ โสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล และ อรหัตผล 

นิพพาน ๑ คือ พระนิพพาน

*-*-*-*

มาดูคำอธิบายประกอบกัน

ตัวอย่างที่ ๑....

โสดาปัตติมรรค คือ หนทางการบรรลุเป็นพระโสดาบัน = โสดาปัตติผล คือ การได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน

สกิทาคามิมรรค คือ หนทางการบรรลุเป็นพระสกิทาคามี = สกิทาคามิผล คือ การได้บรรลุเป็นพระสกิทาคามี

อนาคามิมรรค คือ หนทางการบรรลุเป็นพระอนาคามี = อนาคามิผล คือ การได้บรรลุเป็นพระอนาคามี

อรหัตมรรค คือ หนทางการบรรลุเป็นพระอรหันต์ = อรหัตผล คือ การได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

นิพพาน ๑ คือ การบรรลุพระนิพพาน

ตัวอย่างที่ ๒...

เมื่อ สรุปมรรค สรุปผล คือ ไม่คาในมรรค ไม่คาในผล ไม่ยึดในมรรค ไม่ยึดในผล ทิ้งมรรค ทิ้งผล ไม่เกาะมรรค ไม่เกาะผล ก็ตรงต่อ นิพพาน ๑ ซึ่งไม่ใช่อะไร นิโรธ ดับ อย่างนั้นเอง ของมันเอง ไร้อัตตา ไร้อนัตตา ไร้ลักษณะ ไร้สภาวะ ไร้รูป ไร้นาม ไร้กาย ไร้จิต ไร้นอก ไร้ใน ไร้โลก ไร้ธรรม ไร้สมมุติ ไร้บัญญัติ ไร้อุปโลกน์ ไร้ความรู้สึก ไร้อารมณ์ ไร้กุศล ไร้อกุศล ที่เรียกสั้น ๆ ว่า “ไร้สรรพสิ่ง ”

ตัวอย่างที่ ๒ นี้ อ่านแล้วมึนยิ่งไปกว่าไป "หาทางฉีดวัคซีนโควิด-19 เสียอีก"  

ตกลงคนเขียนมันเข้าใจหรือเปล่า.....

แล้วก็คนจำนวนมาก "อวย" กันว่า ดีจัง ละเอียดดี ผมก็ว่า ผมก็เก่งพอสมควร ผมยังอ่านไม่เข้าใจ

มันจะอวยกันไปถึงไหน  ไม่เข้าใจ แล้วอวยว่า "เข้าใจ" นี่มันผิดศีล ผิดสัจจะ เสียด้วย

ขอให้ดูภาพประกอบ  กายธรรมใน # วิชาธรรมกาย มี ๑๐ กาย 

     กายธรรมโคตรภูหยาบ-กายธรรมโคตรภูละเอียด

     กายธรรมพระโสดาหยาบ-กายธรรมพระโสดาละเอียด

     กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ-กายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด

     กายธรรมพระอนาคามีหยาบ-กายธรรมพระอนาคามีละเอียด

     กายธรรมพระอรหัตหยาบ-กายธรรมพระอรหัตละเอียด

ในทางวิชาธรรมกายนั้น การวัดผลของการปฏิบัติธรรมวัดง่ายๆ ก็คือ ใครเห็นกายธรรมใดตลอดเวลา เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่ลดลง ก็แสดงว่า ได้บรรลุพระอริยบุคคลในขั้นนั้นแล้ว

ตอนนี้ ผมเพิ่งรู้มาว่า มีแม่ชีวัดปากน้ำท่านหนึ่ง "บรรลุโสดามรรค" แล้ว  จากการถามกายฝันของท่าน

*****

กายที่เป็นกายหยาบ ก็คือ "มรรค" กายที่เป็นกายละเอียด ก็คือ "ผล"

*****

แล้ว "นิพพาน ๑" คือ อะไร 

ก็คือ การที่กายธรรมพระอรหัตละเอียด เดินดวงธรรม ๖ ดวงอีก 1 รอบ กายธรรมก็จะละเอียดเท่ากับ "อายตนะนิพพาน" 

อายตนะนิพพานก็จะดึงดูดกายธรรมพระอรหัตที่ละเอียดขึ้นนั้น ไปอุบัติอยู่ในอายตนะนิพพาน

ขอให้ท่านผู้อ่านจงโปรดพิจารณาดูว่า.....

สายปฏิบัติธรรมอื่นๆ นักวิชาการ นักปริยัติ "ไม่เข้าใจ" เรื่อง โลกุตรธรรม ๙ อธิบายไม่ได้ ไม่รู้จริง

แล้วคนจำพวกนั้น จะไปนิพพานกันได้อย่างไร

-------------------------

เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)

www.manaskomoltha.net

Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/

Line ID : manas4299

Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/

โทรศัพท์ : 083-4616989

ความจริง-วิชาธรรมกาย [4]

ความจริงของวิชาธรรมกาย

วิชาพื้นฐานของสายวิชาธรรมกายคือ วิชชา 18 กาย  กล่าวคือ ในมนุษย์แต่ละคนนั้น นอกจากกายเนื้อซึ่งสามารถสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แล้ว  ยังมีกายอื่นๆ อีก 17 กายอยู่ภายใน 

กายภายในเหล่านั้น ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5  ต้องปฏิบัติธรรมจนสามารถเข้าถึงกายภายใน แล้วใช้ตาของกายภายในเหล่านั้นดูกาย 17 กายดังกล่าว

ตรงนี้ ขอพาดพิงไปยังผลของการปฏิบัติธรรมของลูกศิษย์สายพอง-ยุบบางคน ซึ่งปฏิบัติธรรมแล้ว  กายมนุษย์ละเอียดแยกตัวออกมาจากกายเนื้อได้โดยบังเอิญ  ทำให้เข้าใจผิดไปว่า กายกับจิตแยกออกจากกันได้ เพราะ ตัวของท่านผู้นั้นเห็นกายเนื้อยังนั่งสมาธิอยู่

อันที่จริงแล้ว  กายมนุษย์ละเอียดท่านหลุดออกมา 

กายมนุษย์ละเอียดก็มีหู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจเหมือนกันกายเนื้อเช่นเดียวกัน  ไม่ใช่หลุดออกมาแต่ใจ/จิต/วิญญาณ  ที่ท่านเห็นกายเนื้อ ไม่ใช่ว่าดวงวิญญาณ (ที่ท่านเข้าใจผิด) เห็น  แต่ใช้ตาของกายมนุษย์ละเอียดมองดู

ที่ว่าเป็นการเห็นโดยบังเอิญก็เพราะ สายพอง-ยุบไม่มีคำสอนเรื่องนี้  แต่สายวิชาธรรมกายมีคำสอนเรื่องนี้อยู่ 

การทำให้กายมนุษย์ละเอียดออกมาจากกายเนื้อ วิชาธรรมกายทำได้ง่ายมาก  อยากไปเที่ยวไหนในโลกก็เอากายมนุษย์ละเอียดไปเที่ยว  ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันด้วย

ขอพาดพิงเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง  ลูกศิษย์คนนี้ของสายพอง-ยุบ  เคยเห็นเหรียญของหลวงพ่อเงิน แล้วเห็นกายของหลวงพ่อเงินอยู่ในเหรียญ

ท่านก็เข้าใจผิดว่า ตาของกายเนื้อของท่านเห็นหลวงพ่อเงินในเหรียญ  จริงๆ แล้วไม่ใช่ ตาของกายเนื้อเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้  เป็นตาของกายมนุษย์ละเอียด  แต่ท่านไม่ได้เรียนวิชาธรรมกาย ท่านก็เลยไม่เข้าใจ  น่าเสียดายเหมือนกัน.

กายภายใน จำนวน 17 กายของวิชาธรรมกายนั้น  สามารถแบ่งตามรูปร่างลักษณะได้ 2 ประการคือ

1) รูปร่างเหมือนกายเนื้อ
2) รูปร่างเหมือนพระพุทธรูปเกศดอกบัวตูม

กายข้างในทั้ง 17 กายนั้น  ถ้าเป็นกายมนุษย์ละเอียด/กายฝัน  กายทิพย์  กายรูปพรหม และกายอรูปพรหมจะมีรูปร่างเหมือนกายเนื้อแต่กายนั้นใส แต่งตัวคล้ายๆ ตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์  [1]

แต่พอถึงกายธรรมโคตรภู  กายธรรมพระโสดา กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี และกายธรรมพระอรหัต ก็จะมีรูปร่างคล้ายพระพุทธรูป แต่เกศเป็นดอกบัวตูม

รูปร่างของกายต่างๆ เหล่านั้น คือ ลักษณะที่เป็นสากลของวิชาธรรมกาย  แต่กายต่างๆ เหล่านั้นของแต่ละคนจะแตกต่างกันที่ขนาดและความสว่างใส

ยกตัวอย่างกายธรรมพระอรหัตก็แล้วกัน  กายธรรมพระอรหัตนี้จะกว้าง 20 วาและสูง 20 วา 

บางคนอาจจะถามว่า วาของใคร?

คำตอบก็คือ วาของเจ้าของ   วาใครก็วามัน  ดังนั้น จะเห็นว่า กายธรรมพระอรหัตของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน  เพราะ วาของเราแต่ละคนไม่เท่ากัน  ไอ้ที่เท่ากันจริงๆ คงมีน้อยมาก

นอกจากนั้นแล้ว ความสว่างใสของกายธรรมพระอรหัตก็จะแตกต่างกันไป  แล้วแต่บุญบารมี  

คนที่ทำความดีมาก บารมีมาก  กายธรรมพระอรหัตก็จะใสมากตามขึ้นไปด้วย

มีวิทยากรบางคน  เป็นวิชาธรรมกายแล้ว แต่ยังไม่เห็นกายธรรมพระอรหัต[2]  จึงถามหลานตัวเอง ซึ่งได้สอนจนเห็นกายธรรมพระอรหัตแล้วว่า  "กายธรรมพระอรหัตใสขนาดไหน"

หลานของวิทยากรผู้นั้น ก็ตอบได้อย่างเฉียบขาดว่า "ไม่รู้จะเทียบกับอะไร เพราะ เอดิสันไม่ได้ทำหลอดที่สว่างขนาดนี้ไว้"

คนที่ไม่เคยเห็นกายภายใน ผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้เข้าใจได้  แต่อธิบายได้อย่างคร่าวๆ ว่า  ความใสสว่างของกายธรรมนั้น ไม่สว่างอย่างดวงอาทิตย์ เพราะ ดวงอาทิตย์ สว่างแบบแสบตา และร้อนด้วย

ความใสสว่างของกายธรรมพระอรหัตนั้น สว่างแบบเย็นตา และร่างกายที่จะรู้สึกโปร่งโล่งสบาย  และสว่างได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  พูดให้จ๊าบหน่อยก็ว่า "สว่างแบบอินฟินีตี้"  ว่างั้น

คนที่เคยเห็นกายธรรมภายในกาย จะเข้าใจว่า ความสุขที่เกิดจากความสงบนั้นเป็นอย่างไร  นี่แหละคือ ตัวอย่างที่ดีของปัจจัตตังในศาสนาพุทธ

จะเห็นได้ว่า ความจริงของวิชาธรรมกายนั้น มีความเป็นสากลคือ ในกรณีของกายธรรมจะมีรูปร่างเช่นเดียวกัน  และมีขนาดเท่ากันในแต่ละกาย 

แต่ในเมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเจ้าของกายเนื้อทั้งหลายมีขนาดของวาไม่เท่ากัน   ดังนั้น กายธรรมของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน  นอกจากนั้น ความใสของกายธรรมต่างๆ ก็จะไม่เท่ากันด้วย  ขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละคน

โดยสรุป
จะ เห็นว่า ความจริงของวิชาธรรมกายกับความจริงของไอน์สไตน์สอดคล้องกัน คือ มีความเป็นสากลอยู่  แต่ความสากลนั้น แต่ละคนจะรับรู้ไม่เหมือนกัน คือ มีความแตกต่างกัน 

พูดให้เท่ๆ หน่อยก็คือ ความจริงของวิชาธรรมกายกับความจริงของไอน์สไตน์ เป็น"ความจริงสากลที่แตกต่างกัน"  เท่ซะไม่มี 

สำหรับความจริงของนิวตันนั้น ลดลงมาเป็นเพียงความจริงบางส่วนของไอน์สไตน์เท่านั้น

-------------------------------------------

เชิงอรรถ

[1] เรื่องรามเกียรติ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า  คนไทยสมัยโบราณเคยเห็นกายภายในของคนเรา  รามเกียรติ์เรารับมาจากอินเดียแน่นอน  ไม่ใช่ศาสนาพุทธแต่เป็นทางด้านวรรณคดี  คนสมัยเก่าๆ  ที่เห็นกายภายในของคน ได้ดัดแปลงเอาเครื่องแต่งกายของกายภายในไปให้ตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ แต่ง  ไม่เช่นนั้น จะเอาลักษณะเครื่องแต่งกายที่ว่านี้มาจากไหน

อีกอย่างคือ เรื่องจักรพรรดิ หรือพระทรงเครื่องของพุทธวิชาการที่ไม่รู้เรื่อง  คือ มีพระพุทธรูปอยู่แบบหนึ่ง แต่งกายทรงเครื่อง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ พระแก้วมรกต  เรื่องนี้ทางอินเดียกับลังกาไม่มี   พอพระทางอินเดียกับลังกามาถาม  พุทธวิชาการก็ตอบว่า เป็นพระทรงเครื่อง โดยเป็นการเดาเอา อย่างไม่มีหลักวิชาการ

อันที่จริงแล้วเป็นจักรพรรดิ  ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงกายในพระประธานของโบสถ์ต่างๆ เป็นจักรพรรดิทั้งสิ้น   สนใจก็หาหนังสือของวิชาธรรมกายอ่านเอาเอง

[2] มีผู้เข้าใจผิดในวิชาธรรมกายเป็นจำนวนมาก คิดว่า วิชาธรรมกายสอนใช้ระยะเวลาสั้นๆ คนก็บรรลุพระอรหันต์แล้ว  จริงๆ แล้วไม่ใช่  กายธรรมขนาด 20 วา นี่คือ กายธรรมพระอรหัต ไม่ใช่กายธรรมพระอรหันต์

พุทธวิชาการท่านใดที่เอ่ยชื่อกายธรรมพระอรหัตเป็นกายธรรมพระอรหันต์ก็ แสดงว่า มีความรู้ทางวิชาธรรมกายน้อยมาก  ส่วนใหญ่พวกนี้ชอบโจมตีวิชาธรรมกาย

พระบางรูปโจมตีเลยเถิดไปว่า  คนได้อรหันต์จากวิชาธรรมกายเลิกฝึกแล้ว ยังไปดื่มเหล้าได้ 

ก็เป็นการฝึกชั่วคราว ที่เห็นแค่กายธรรมพระอรหัต  กิเลสลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  พอเลิกฝึกแล้ว ก็สามารถไปทำความชั่วอื่นๆ ได้  เพราะ ยังไม่บรรลุพระอริยบุคคลเบื้องต้น...




ความจริง-วิชาธรรมกาย [3]

ความจริงของไอน์สไตน์

ความจริงของไอน์สไตน์หรือความจริงของฟิสิกส์ใหม่จะสอดคล้องกับความจริงของศาสนา พุทธเถรวาทดั้งเดิม  ซึ่งในบทความนี้ผมจะใช้องค์ความรู้ของวิชาธรรมกายมาเป็นตัวแทนของศาสนาพุทธเถรวาทดั้งเดิม

ความจริงของฟิสิกส์ใหม่กับความจริงของวิชาธรรมกายนั้น ถ้าพิจารณากันเฉพาะในยุคปัจจุบัน จะมีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ “ขัดกับสามัญสำนึก (common sense)”

ผมจะขอยกตัวอย่างความจริงของฟิสิกส์ใหม่ ดังนี้

1) แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง
ในจักรวาลนั้น แสงจะไม่เดินทางเป็นเส้นตรง ขึ้นอยู่กับเข้าไปใกล้ดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ดวงไหน เพราะ มวลของดาวเหล่านั้น จะส่งผลให้แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง

2) สสารมืด
ปัจจุบันนี้ นักฟิสิกส์ยอมรับว่า มีสสารมืดอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มองไม่เห็น จะรู้ว่ามีสสารมืดก็ต้องไปชั่งน้ำหนักมัน  

ผมเล่าเรื่องสสารมืดให้เพื่อนฟัง  เพื่อนมันถามคำถามซึ่งผมก็ตอบไม่ได้ว่า "แล้วนักวิทยาศาสตร์จะเอากิโลที่ไหนไปชั่ง"

โดยสรุป เรื่องสสารมืดนี้ นักฟิสิกส์ใหม่ยอมรับว่า เราสามารถมองเห็นหรือสัมผัสสสารได้เพียง 5 % เท่านั้น  อีก 95 % เรามองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้  แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีอยู่จริง

3) เวลาของทุกคนไม่เท่ากัน  ขึ้นอยู่กับสถานที่และความเร็ว
พูดง่ายๆ ว่า ถ้าใครเดินทางด้วยความเร็วมากๆ ก็จะแก่ช้ากว่า  หรืออยู่บนยานอวกาศมากๆ ก็จะแก่ช้ากว่า  แต่เนื่องจากคนในโลกเคลื่อนที่กัน ช้ามากๆ  เมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วแสง 

ดังนั้น เวลาที่แตกต่างกัน (นาฬิกา) จึงมองไม่เห็นชัดนัก  แต่ถ้าเป็นนาฬิกาชีวภาพ เช่น ร่างกายของมนุษย์ เป็นต้น  จะเห็นความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน 

โดยจะเห็นว่า คนบางคนอายุเท่ากัน แต่หน้าตาของบางคนดูอายุน้อยกว่า เป็นต้น

เรื่องเวลานี้ ผมชอบมากที่สุด เพราะ สนับสนุน เรื่อง นรกสวรรค์ของศาสนาพุทธ 

พระพุทธสอนว่า เวลาของมนุษย์ สวรรค์ นรก พรหม อรูปพรหม ไม่เท่ากัน  โดยเปรียบเทียบเวลาไว้ด้วย ก็แสดงว่า เรื่องเวลาไม่เท่ากันนี้  ศาสนาพุทธรู้มาตั้งนานแล้ว  ทางตะวันตกต้องใช้เวลาเป็นพันๆ ปี ถึงจะรู้

เมื่อนำเอาความจริงของนิวตันกับความจริงของไอน์สไตน์มาเปรียบเทียบกัน ผลก็ออกมาดังนี้  นิวตันเห็นว่า ความจริงต้องเป็นสากล และไม่ขึ้นกับตัวผู้ศึกษา ใครจะมาศึกษาก็ต้องได้ผลเหมือนกัน  แต่ไอน์สไตน์กลับเสนอว่า ความจริงต้องขึ้นกับตัวผู้ศึกษาหรือผู้สังเกตการณ์ ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า จรวดลำไหนจะเร็วจะช้ากว่ากันเท่าไหร่

พูดให้เข้าใจง่ายเข้าก็คือ ความจริงของไอน์สไตน์นั้นมีหลายชุด  คือ ข้อเท็จจริงเหตุการณ์เดียวกันนั้น  ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่คนละกรอบอ้างอิงก็จะเห็นว่า เหตุการณ์นั้นแตกต่างกัน

ยกตัวอย่าง
สมมุติว่า มีเรือใบ 2 ลำที่มีใบที่สูงมากๆ  ด้วย  แล่นคู่ขนานกันไป  และมีนายสมานสมัครนั่งอยู่บนฝั่งกำลังดูเรือใบทั้ง 2 ลำดังกล่าว

ที่นี้ สมมุติว่า เรือลำที่อยู่ใกล้ฝั่ง คือ อยู่กลางระหว่างนายสมานสมัคร มีกลาสีคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนกระโดงเรือ และทิ้งลูกเทนนิสลงมาให้เพื่อนกลาสีอีกคนหนึ่งที่อยู่ข้างล่าง

เหตุการณ์เดียวกันเหตุการณ์นี้  นายสมานสมัครกับกลาสีทั้งหลายบนเรือจะเห็นเหตุการณ์ต่างๆ กันไป

1) คนโยนลูกเทนนิสกับคนรับลูกเทนนิส จะเห็นว่า ลูกเทนนิสร่วงลงมาตรงๆ  เหมือนกับเรานั่งรถเมล์ไป แล้วโยนเหรียญเล่น  เหรียญก็จะตกใส่มือเรา  ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เหรียญน่าจะตกไปข้างหลังมากกว่า เพราะ รถกำลังแล่นอยู่

บางคนอาจจะเถียงว่า เพราะ รถวิ่งช้า เหรียญถึงตกลงบนมือ  ในกรณีนี้ ทฤษฎีไอน์สไตน์ยืนยันว่า ต่อให้นั่งอยู่บนจรวดด้วยความเร็วใกล้ๆ ความเร็วแสง  เหรียญก็จะตกลงในมือเช่นเดิม

2) นายสมานสมัครจะเห็นว่า ลูกเทนนิสล่วงลงมาเป็นเส้นโค้ง  เพราะ จุดที่ปล่อยลูกเทนนิสกับจุดที่ลูกเทนนิสตกถึงมือกลาสีคนที่อยู่ข้างล่างนั้น คนละจุดกัน

3) สำหรับคนบนเรืออีกลำหนึ่ง  ถ้าแล่นด้วยความเร็วที่เท่ากัน ก็จะเห็นลูกเทนนิสตกลงมาตรงๆ  แต่ถ้าใช้ความเร็วแตกต่างกันออกไป  ก็จะเห็นเหตุการณ์แตกต่างกันไป

ถ้าเปรียบเทียบกับงานวิจัย  งานวิจัยในปัจจุบันนี้ มักจะตามทฤษฎีความรู้/ญาณวิทยาที่เรียกว่า ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) คือ ในการศึกษาสิ่งใดต้องศึกษาสิ่งนั้นด้วยความเป็นสิ่งนั้น   ไม่เอาวิทยาศาสตร์เก่ามาเป็นตัวตัดสิน

ทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับตัวผู้ศึกษามากขึ้น  ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นก็คือ ทฤษฎีฐานราก (Grounded theory) ซึ่งจะใช้การสังเกตกับการสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือหลัก

โดยสรุป  ความจริงของไอน์สไตน์โค่นล้มความจริงของนิวตันลงไปได้  แต่ไม่ได้หมายความว่า   ความจริงสากลนั้นไม่มีแล้ว  ความจริงสากลนั้นมีอยู่แน่ๆ  ถูกต้องทั้งนิวตันและไอน์สไตน์  แต่ตอนที่เข้าไปสังเกตการณ์  ถ้าอยู่คนละกรอบอ้างอิง ก็จะรับรู้เหตุการณ์นั้นแตกต่างกันออกไป

ในกรณีที่ว่านี้ ไม่ได้หมายความว่า ความจริงของนิวตันเป็นความไม่จริงหรือโกหก  ความจริงของนิวตันก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ แต่แคบกว่าความจริงของไอน์สไตน์

สิ่งที่สาวกของวิทยาศาสตร์เก่าหรือสาวกของนิวตันควรเข้าใจก็คือ วิทยาศาสตร์เก่าไม่ใช่ความจริงแท้ หรือความจริงที่ดีกว่าองค์ความรู้อื่น 

ดังนั้น  อย่าเอาหลักการหรือองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าไปตัดสินองค์ความรู้อื่นๆ ว่า ไม่จริง  เหมือนที่พุทธวิชาการของไทยได้กระทำมาตลอด 150 ปีที่ผ่านมา

ผลของการกระทำดังกล่าวนั้น จึงทำให้คนไทยที่ได้เรียนในระบบโรงเรียน และที่ได้ร่ำเรียนหนังสือสูงๆ กลายเป็นคนไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ  ส่งผลให้นักการเมือง ข้าราชการ หลอกลวงประชาชน โกงกินประเทศชาติอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้...




ความจริง-วิชาธรรมกาย [2]

องค์ความรู้ของทางวิทยาศาสตร์ของศาสตร์ตะวันตกนั้น มีที่เริ่มต้นที่จุดเดียวกันคือ “ปรัชญา” ปรัชญานั้น ถือเป็น “แม่” ของวิชาทั้งปวง

ปรัชญามีหลายสาขา เช่น อภิปรัชญา (Metaphysics) ทฤษฎีความรู้/ญาณวิทยา (Epistemology) หรือตรรกวิทยา (logic)  เป็นต้น

แต่บทความนี้ จะกล่าวถึงอภิปรัชญา (Metaphysics) เท่านั้น

อภิปรัชญา (Metaphysics) เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาถึงความเป็นจริงแท้หรือความจริงสูงสุดของจักรวาล  พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ต้องการหาคำตอบของคำถามประเภทที่ว่า

ความจริงสูงสุดคืออะไร

ชีวิตกายและจิตคืออะไร

เนื้อแท้หรือแก่นแท้ของโลกคืออะไร เป็นต้น

เนื้อหาของอภิปรัชญาดังกล่าวนั้น มีประมาณ 3 -4 กลุ่ม แล้วแต่หลักการเขียนของตำราแต่ละเล่ม

เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น  ผมจึงแบ่งเนื้อหาของอภิปรัชญาอย่างคร่าวๆ ออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ  สสารนิยม (Materialism) กับ จิตนิยม (Idealism)

กลุ่มสสารนิยมเชื่อว่า สสารหรือพลังงานเป็นปฐมธาตุหรือเป็นธาตุพื้นฐานที่สุดของสรรพสิ่ง  กลุ่มสสารนิยมรู้จักจิตเหมือนกัน  แต่เห็นว่าจิตเป็นเพียงปรากฏการณ์ของสสาร

อาการของจิต หรือ ความรู้สึกนึกคิด จึงเป็นเพียงปฏิกิริยาทางเคมีของการทำงานทางสมองเท่านั้น  สิ่งที่เรียกว่าจิตไม่ถือว่ามีอยู่จริง

นอกจากนั้นแล้ว กลุ่มนี้ยังเชื่อว่า  สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และ กายเท่านั้น คือ สิ่งที่มีอยู่จริง

โดยสรุป กลุ่มสสารนิยมเห็นว่า โลกนี้มีเพียงความจริงอย่างเดียว คือ สสารกับปรากฏการณ์ของสสาร

กลุ่มจิตนิยม มีความเชื่อว่า องค์ประกอบของโลกหรือจักรวาลมี 2 ส่วน คือ สสารกับจิต

เมื่อพิจารณาเฉพาะมนุษย์  กลุ่มจิตนิยม จึงเห็นว่า มนุษย์มีส่วนประกอบ 2 อย่าง คือ กาย กับจิต (Body and Mind)

จิต คือ ความเป็นจริงสูงสุด และมีความสำคัญกว่าร่างกาย หรือสสารเพราะจิตเป็นตัวตนที่แท้จริง   ส่วนร่างกายเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น

ในทางศาสตร์หรือองค์ความรู้ของทางตะวันตกนั้น มีปรัชญาเป็นต้นตอทั้งสิ้น  วิทยาศาสตร์เก่าของนิวตันก็เช่นกัน 

องค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันเชื่อถือตามกลุ่มสสารนิยม  ปฏิเสธแนวคิดของจิตนิยมโดยสิ้นเชิง  ความจริงของวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกของนิวตันจึงเป็นไปตามแนวคิดของสสารนิยม

ความจริงของนิวตัน

เมื่อวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันเชื่อถือตามกลุ่มสสารนิยม  ความจริงของนิวตันจึงต้องสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น 

ความจริงเหล่านั้น จะไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดของผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือสาวกของนักวิทยาศาสตร์ก็ตาม

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ความจริงของวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกเหมือนจะล่องลอยอยู่  ใครก็สามารถจะไปศึกษาความจริงเหล่านั้นได้

ความจริงของนิวตันจึงเป็นความจริงที่ตายตัวแน่นอน ไม่ว่าใครจะมาศึกษาก็ต้องได้ผลของการศึกษาเหมือนกัน 

วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) จึงเป็นวิธีการเดียวที่ยอมรับได้ 

การศึกษาหาความรู้ใดๆ ก็ตาม  ถ้าเอาความคิดของตัวผู้ศึกษาเข้าไปปะปน   นักวิชาการที่อยู่ในยุคสมัยใหม่ก็จะโจมตีการศึกษาครั้งนั้นๆ ว่ามีความลำเอียง (bias)  ผลการศึกษาจึงไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

ถ้าเปรียบเทียบกับงานวิจัย   งานวิจัยที่เชื่อวิทยาศาสตร์สุดๆ ก็คือ งานวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งต้องมีหลักการละเอียดยิบเพื่อป้องกันความลำเอียง (bias) ของงานวิจัย เพื่อที่จะหาตัวเลขชุดหนึ่งมาเป็นผลของการศึกษา

ความจริงของนิวตันกับความจริงศาสนา

เมื่อวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันได้รับความนิยมสูงสุด คือ องค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าจึงทำตัวเหมือนผู้พิพากษาความจริง  ถ้าองค์ความรู้ใดๆ ไม่ใช้วิธีการศึกษาที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ก็จะได้รับการตราหน้าว่า "ไม่จริง" ทั้งหมด

มีศัพท์ตั้งชื่อลักษณะเช่นนี้ว่า Exclusive ซึ่งมีที่มาจากศาสนาคริสต์ ซึ่งเชื่อว่า ความรู้ของตนถูกต้องแต่เพียงอย่างเดียวของคนอื่นผิดหมด

ในทางศาสนาคริตส์ คนที่นับถือพระเจ้าเท่านั้นจะขึ้นสวรรค์ได้  คนในศาสนาอื่นๆ ตกนรกหมด

ในทางพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน เพราะเชื่อว่า คนในศาสนาพุทธเท่านั้นที่จะมีโอกาสไปนิพพานได้  ศาสนาอื่นๆ ทำไม่ได้

เมื่อวิทยาศาสตร์เก่ารุ่งโรจน์  องค์ความรู้อื่นๆ เช่น หมอดู หรือหมอกลางบ้าน เป็นต้น จึงแทบจะหมดทางหากิน

ศาสนาทั้งหลายก็โดนหางเลขไปด้วย  นักวิชาการทางศาสนาเป็นจำนวนมาก ต้องตีความเนื้อหาของศาสนาของตนเองใหม่ ให้สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์เก่า ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ หรือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นต้น

เฉพาะสถานการณ์ในเมืองไทย  พุทธวิชาการจึงตีความพระไตรปิฎกใหม่หมด  นรกสวรรค์ถูกทำให้เป็นความไม่จริง  พระพุทธเจ้าทรงคิดขึ้นมาเพื่อต้องการให้คนทำความดี
จริงๆ แล้วไม่มี

ผู้ที่เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริงๆ  มักถูกแย้งด้วยคำถามเช่นนี้เสมอว่า ทำไมสวรรค์ของคริสต์ศาสนากับพุทธศาสนาจึงไม่เหมือนกัน   หรือบางทีเกจิอาจารย์ 2 ท่าน บรรยายสวรรค์ไม่เหมือนกัน  ก็จะถูกโจมตีว่า ทำไมสวรรค์จึงไม่เหมือนกัน

คำถามต่างๆ เหล่านั้นก็จะมาจากสาวกของวิทยาศาสตร์แบบกลไกเพราะเชื่อว่า ความจริงต้องมีแบบเดียวกัน เหมือนกันนี่แหละ

สำหรับคำตอบเรื่องสวรรค์เท่าที่ผมได้ยินก็จะเป็นทำนองว่า สวรรค์นั้นใหญ่มาก  คนที่ปฏิบัติธรรมไปถึงสวรรค์ได้ อาจจะไปถึงคนละแห่ง คนละที่จึงเห็นไม่เหมือนกัน

บางคนก็จะเปรียบเทียบว่า สมมุติว่า คนต่างจังหวัดเข้ามาในกรุงเทพฯ  คนหนึ่งไปที่สลัมคลองเตย   อีกคนหนึ่งไปที่สีลม  คนทั้ง 2 คนก็ย่อมจะบรรยายกรุงเทพฯ แตกต่างกันออกไป

จะเห็นว่า ทั้งคำตอบและคำถามได้รับอิทธิพลจากวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตันทั้งสิ้น เพราะ เชื่อว่า ความจริงต้องเหมือนกัน  ถ้าสวรรค์มีจริงๆ  ไม่ว่าสวรรค์ของศาสนาไหนก็ต้องเหมือนกัน

แต่อย่างไรก็ดี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นกฎที่ใหญ่กว่าความจริงของนิวตัน  เพราะ ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ได้โค่นล้มไปจนหมดสิ้น ให้เหลือเป็นความจริงแคบๆ เฉพาะที่เท่านั้น  ไม่เป็นสากลดังที่เคยเชื่อๆ กัน...




ความจริง-วิชาธรรมกาย [1]

ในบทความนี้  ผมต้องการจะแสดงให้เห็นว่า องค์ความรู้ของวิชาธรรมกายสอดคล้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์เป็นอย่างดี

องค์ความรู้ของวิชาธรรมกายที่จะเขียนต่อไปข้างหน้า และเขียนมาแล้ว ผมได้มาอย่างน้อย 6 วิธีการ ดังนี้

1) การอ่านเอกสารที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาจำนวนมาก
2) การปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง
3) การเป็นวิทยากรไปสอนตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัย และจัดการอบรมเป็นครั้งคราว
4) จากการสังเกต
5) จากการสัมภาษณ์
6) จากการทำวิจัยของตนเองและเป็นที่ปรึกษางานวิจัยของคนอื่นๆ

จะเห็นว่า วิธีการหาความรู้ของผมก็เป็นการศึกษาหาความรู้อย่างเป็นหลักวิชาการ 

ถ้าจะพูดให้ทันสมัยในทางวิจัยมาอีกนิดก็คือ ผมทำวิจัยประเด็นนี้ ด้วยทฤษฎีฐานราก (Grounded theory)

ดังนั้น องค์ความรู้ของวิชาธรรมกาย ซึ่งมีตำรับตำราเขียนไว้เป็นจำนวนมาก จึงได้รับการพิสูจน์ว่า เป็นความจริง (truth)  และเป็นความจริงที่สอดคล้องกับองค์ความรู้ของฟิสิกส์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันนี้ด้วย

ขออธิบายก่อนว่า ความจริงที่สอดคล้องกันนั้น  ไม่ใช่ “ความจริง” อันเดียวกัน 

วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนี้ แบ่งออกเป็น 2 ยุค คือ วิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไก/แยกส่วน/ลดทอน  ของนิวตัน-กาลิเลโอ-เดส์คาร์ต

ต่อไปจะเรียกว่า วิทยาศาสตร์เก่า หรือวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตัน 

วิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันนี้ ไม่ใช่ว่า นิวตัน-กาลิเลโอ-เดส์คาร์ต เพียง 3 คน คิดค้นขึ้นมา  อันที่จริงเป็นการพัฒนาความรู้โดยนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก  แต่ที่โดดเด่นและเป็นผู้นำในทางด้านความคิด ก็คือ ท่านทั้ง 3 คน ดังกล่าว

วิทยาศาสตร์อีกยุคหนึ่งก็คือ ฟิสิกส์ใหม่  ยุคของฟิสิกส์ใหม่นับตั้งแต่ไอน์สไตน์ประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 เป็นต้นมา

ในปัจจุบันนี้ ความเจริญทางด้านวัตถุทั้งหลายในโลก เราก็ได้รับผลพวงมาจากวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 ยุคนั้น

รถไฟ สะพาน รถยนต์ โทรทัศน์ โทรศัพท์ ฯลฯ ใช้องค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าสร้างขึ้นมา

พวกอุปกรณ์ดิจิตอลทั้งหลาย ระบบ GPS ประตูปิดเปิดอัตโนมัติตามห้าง ฯลฯ ใช้องค์ความรู้ของฟิสิกส์ใหม่สร้างขึ้นมา

ดังได้กล่าวไปแล้วว่า ความจริงของฟิสิกส์ใหม่ หรืออาจจะเรียกให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือ ความจริงของไอน์สไตน์ ไม่ใช่ “ความจริง” อันเดียวกันกับของศาสนาพุทธ

ผมจึงไม่เห็นด้วยกับนักเขียนหลายๆ คนที่ไปเหมารวมเอาว่า ความจริงของไอน์สไตน์กับความจริงของศาสนาพุทธเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 

ศาสนาพุทธก็คือศาสนาพุทธ มีวิธีการศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกับการศึกษาของวิทยาศาสตร์

การกระทำของนักเขียนหลายๆ คนดังกล่าว ก็เดินทางผิด หรือซ้ำรอยเดิมเช่นเดียวกับพุทธวิชาการในยุคที่ผ่านมา  ที่เอาวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตันมาเป็นไม้บรรทัดหรือหลักเกณฑ์ที่ตัดสินว่า เนื้อหาของพุทธศาสนาเถรวาทส่วนใดเป็นจริง ส่วนใดเป็นมายาคติ (myth)

เมื่อความรู้ของฟิสิกส์ใหม่ตีความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าตกไป  พุทธวิชาการเหล่านั้นก็มีอาการหน้าแตกหมอไม่รับเย็บไปตามๆ กัน 

ปัจจุบันพุทธวิชาการชุดนั้น จึงไม่กล้าเขียนงานวิชาการทำนองนี้ออกมาอีก  บางส่วนก็เก็บตัวเงียบไป บางส่วนก็ไปเขียนเรื่องอื่นๆ

บทความในชุดนี้ ผมจะการจะเปรียบเทียบความจริงของ วิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไก/แยกส่วน/ลดทอน ของนิวตัน-กาลิเลโอ-เดส์คาร์ต ความจริงของฟิสิกส์ใหม่ และความจริงของศาสนาพุทธเถรวาท

การที่จะเปรียบเทียบองค์ความรู้ทั้ง 3 ประการนั้น  เราต้องรู้และเข้าใจไปถึงความเป็นมาของความรู้ของทางตะวันตกเสียก่อน

นั่นก็คือ  ความรู้ของอภิปรัชญา (Metaphysics)...




กรุณาอ่านตรงนี้ก่อน


วัตถุประสงค์


ในบล็อกนี้ ผมมีวัตถุประสงค์ที่จะนำองค์ความรู้ของวิชชาธรรมกายมาเผยแพร่อย่างเป็น วิชาการ หรืออย่างเป็นสาขาวิชาหนึ่ง (Field of study)

สิ่งที่ควรจะรู้ก่อนอื่นเลยก็คือ คำศัพท์ที่ว่า  วิชาธรรมกาย และ ธรรมกายศาสตร์ มีความหมายและขอบเขตแค่ไหน อย่างไร

วิชาธรรมกาย  หมายถึง  การปฏิบัติธรรมตามแบบวิชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำยืนยันว่า เป็นวิชาของพระพุทธเจ้า  แต่ขาดผู้ปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 500  หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นผู้สามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง
การค้นพบความรู้ของวิชาธรรมกายได้อีกครั้งหนึ่งนั้น โดยมากจะมีผู้อธิบายว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำค้นมาได้โดยบังเอิญ  ซึ่งในแง่หนึ่งก็สามารถที่จะตีความเป็นเช่นนั้นได้

แต่ถ้าพูดกันถึงในระดับของความรู้สูงๆ ของทางศาสนาพุทธแล้ว  การค้นพบวิชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำดังกล่าว  ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญ  แต่เป็นเรื่องของการบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวด อย่างนับภพนับชาติไม่ถ้วนของหลวงพ่อวัดปากน้ำต่างหาก

เรื่องบังเอิญนี้น่าสนใจมาก เพราะ ในทางวิทยาศาสตร์กับทางศาสนามีความเห็นตรงกันว่า ไม่มีเรื่องบังเอิญแบบที่เข้าใจกันนั้น คือ เหตุการณ์ใดเหตุการณ์จะต้องมีสาเหตุความเป็นมา

ความแตกต่างระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนาในเรื่องบังเอิญนี้ ก็คือ วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมเหตุการณ์บังเอิญเกิดขึ้นได้  แต่ศาสนาพุทธมีคำอธิบายให้กับเหตุการณ์บังเอิญได้

ธรรมกายศาสตร์ หมายถึง การนำการปฏิบัติธรรมตามวิชชาธรรมกายมาอธิบายหรือตีความตามหลักของวิชาการ สมัยปัจจุบัน  เนื่องจากเนื้อหาคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น  เรื่องที่เป็นเรื่องละเอียด ขนาดเป็นลูกศิษย์ในสายวิชาธรรมกายเอง ก็ยังอ่านไม่ค่อยเข้าใจแล้ว

ถึงแม้ในปัจจุบันนี้ คุณลุงการุณย์  บุญมานุชก็นำตำราวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาขยายความให้ง่ายขึ้นทุก หลักสูตร  เรื่องที่เป็นเรื่องละเอียดลึกๆ  ลูกศิษย์อ่านแล้วก็ยังเข้าใจยากเช่นเดิม  ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นๆ

ข้อย้ำก่อนว่า ไม่ได้มีการตีความใหม่ให้กับวิชชาธรรมกาย  แต่เป็นการอธิบายในเชิงวิชาการ เพื่อให้คนทั้งโลกสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ และสามารถปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น

สำหรับด้านเนื้อหาในบล็อกนั้น  ก็จะกล่าวถึงเรื่องทั่วๆ ไป ง่ายๆ ที่ยังมีความเข้าใจผิดกันอยู่

กล่าวคือ เป็นเรื่องที่พุทธวิชาการหรือพุทธปฏิบัติบางส่วน อธิบายแล้วขาดเหตุผล สับสนวกวนไปมา

ข้อเขียนในแต่ละส่วนมีเนื้อหาขัดแย้งกัน  เช่น สอนว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวตน  ตัวตนของเราไม่มี แต่ก็มีพุทธพจน์ที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน  ทำให้พุทธศาสนิกชนสับสนว่า ตกลงแล้วตัวตนมีหรือไม่ ถ้ามีเป็นอย่างไร

สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เป็นอย่างไรกันแน่ แยกกันได้หรือไม่  สติปัฏฐาน 4 เป็นวิปัสสนากรรมฐานใช่หรือไม่

สติปัฏฐาน สามารถทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้หรือไม่

พระไตรลักษณ์จำเป็นมากหรือสำหรับสังคมไทย ที่เป็นสังคมพุทธมาช้านาน ไม่ใช่สังคมพราหมณ์อย่างเช่นในสมัยพุทธกาล เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้วก็จะยังอธิบายสาเหตุของความไม่เข้าใจในเรื่องต่างๆ นั้นด้วยว่า เกิดมาจากสาเหตุอะไร

โปรดติดตามต่อไป